9 เหตุผลที่ควรบูชา ท้าวเวสสุวรรณ

(ท้าวเวสสุวัน) หรือในภาษาพราหมณ์เรียกว่า “ท้าวกุเวร” ถ้าในพระพุทธศาสนาจะเรียก “ท้าวไพสพ” 
เป็นอธิบดีแห่งอสูร หรือเจ้าแห่งภูตผีปีศาจทั้งหลาย โดย เป็นหนึ่งในท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่ ผู้คุ้มครองดูแลโลกมนุษย์ 
สถิตอยู่บนสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา ประทับทางทิศเหนือมีอสูร รากษส และภูตผีปีศาจเป็นบริวาร ว่ากันว่าอาณาเขตที่ 
ปกครองนั้นใหญ่มหาศาลมาก และ ท้าวเวสสุวรรณ ยังเป็นหัวหน้าของท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 อันประกอบไปด้วย 
“พระอินทร์” (ท้าวธตรฐ) ปกครองโลกด้านทิศตะวันออก , 
“พระยม” (ท้าววิรุฬหก) ปกครองโลกด้านทิศใต้ และ 
“พระวรุณ” (ท้าววิรูปักษ์) ปกครองโลกด้านทิศตะวันตก 
และเพราะ ท้าวเวสสุวรรณ เป็นเจ้าแห่งอสูร ทรงอิทธิฤทธิ์อานุภาพมาก

เคล็ดการบูชา
จุดสักการะธูป 9 ดอก และถวายดอกกุหลาบ 9 ดอก 
แล้วตั้งนะโม 3 จบ ระลึกถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คุณบิดา มารดา แล้วท่องคาถาท้าวเวสสุวรรณดังนี้
“อิติปิ โส ภะคะวา ยมมะราชาโน ท้าวเวสสุวรรณโณ มะระณัง สุขัง อะหัง สุคะโต นะโม พุทธายะ 
ท้าวเวสสุวรรณโณ จาตุมะหาราชิกา ยักขะพันตาภัทภูริโต เวสสะ พุสะ พุทธัง อะระหัง พุทโธ ท้าวเวสสุวรรณโณ นะโม พุทธายะ”
…แบบย่อว่า “เวส สะ พุ สะ มหาลาโภ นะโมพุทธายะ” สวด 9 จบ…..

พุทธคุณที่จะบังเกิดกับท่าน
1. รักษาทรัพย์แด่ผู้บูชา เนื่องจากถือว่าเป็น "ธนบดี" เจ้าแห่งทรัพย์สมบัติ
2. "เวส" แปลว่าพ่อค้า "สุวรรณ" แปลว่าทอง ชื่ออันเป้นมงคลทำให้กิจการการค้ารุ่งเรือง
3. ส่งเสริมคนดี มีศีล เพราะเป็นผู้บันทึกความดี ความชั่ว ส่งบัญชีให้พญายามราช
4. ป้องกันภูติผีปีศาจ เหล่าวิญญาณร้ายเกรงกลัวเพราะเป็นใหญ่เหนือภูมิผีทั้งปวง 
5. คุ้มครองเด็กแรกเกิด โบราณจะนำยันต์ติดเหนือเปลเด็ก เพื่อคุ้มครองดูแลกันภยันตรายทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็น 
คนมีลูกเพิ่งคลอด หรือมีเด็กเล็ก มักนิยมบูชาท้าวเวสสุวรรณ ตั้งไว้ตรงที่เด็กนอนหลับ เพราะมีความเชื่อว่าภูติผีปีศาจจะไม่กล้ามารบกวนเด็ก 
เพราะท้าวเวสสุวรรณเป็นผู้ปกครองแห่งภูติผีปีศาจนั่นเอง
6. อายุยืนยาว ปราศจากโรคภัยโดยเฉพาะโรคเวรโรคกรรม จะทุเลาลง เพราะท้าวเวสสุวรรณ เป็นผู้ได้พรจากพระพรหมว่าให้มีชีวิต "อมตะ"
7. สนับสนุนการปฏิบัติธรรมให้ก้าวหน้า เนื่องจาก เป็นเทวดาที่เคยถวายการดูแลพระพุทธองค์และศรัทธาในพระพุทธศาสนา
8. เหมาะกับผู้ที่ทำงานเสี่ยงภัย ไม่ว่าจะเสี่ยงทางเรื่องงาน เช่น ดับเพลิง ทหาร ตำรวจ หรือแม้ผู้ที่ต้องเดินทางไกลๆ
9. ปรับแก้ฮวงจุ้ยได้ สถานที่บ้านหากตรงกับทางสามแพร่ง อยู่ใกล้พื้นที่วัดมากเกินไป สามารถติดยันต์นี้ที่บ้านเพื่อช่วยให้ร่มเย็นเป็นสุขได้

นางสงกรานต์ 64

ประวัตินางสงกรานต์ ทั้ง 7

     นางสงกรานต์นั้นเป็นธิดาของท้าวกบิลพรหม หรือท้าวมหาสงกรานต์ และเป็นนางฟ้าอยู่บนสรวงสวรรค์ชั้นจาตุมหาราช (สวรรค์ชั้นที่ 1 ในทั้งหมด 6 ชั้น) ซึ่งมีหน้าที่ในการรับศีรษะของท้าวกบิลพรหมแห่รอบเขาพระสุเมรุในแต่ละรอบปี หรือในวันสงกรานต์นั้นเอง โดยมีเกณฑ์กำหนดที่ว่าวันสงกรานต์ คือวันที่ 13 เมษายน ตรงกับวันใดก็ให้นางสงกรานต์ประจำวันนั้นเป็นผู้แห่ นางสงกรานต์มีทั้งหมด 7 องค์ ได้แก่

1. นางสงกรานต์ทุงษะเทวี
     ทุงษะเทวีเป็นนางสงกรานต์ประจำวันอาทิตย์ ทัดดอกทับทิม มีปัทมราค (แก้วทับทิม) เป็นเครื่องประดับ ภักษาหาร คือ อุทุมพร (มะเดื่อ) อาวุธคู่กาย พระหัตถ์ ขวาถือจักร พระหัตถ์ซ้ายถือสังข์ เสด็จไสยาสน์เหนือปฤษฎางค์ครุฑ

2. นางสงกรานต์โคราคะเทวี
     โคราคะเทวีเป็นนางสงกรานต์ประจำวันจันทร์ ทัดดอกปีป มีมุกดาหาร (ไข่มุก) เป็นเครื่องประดับภักษาหาร คือ เตละ (น้ำมัน) อาวุธคู่กาย พระหัตถ์ขวาถือพระขรรค์ พระหัตถ์ซ้ายถือไม้เท้า เสด็จประทับเหนือพยัคฆ์ (เสือ)

3. นางสงกรานต์รากษสเทวี
     รากษสเทวีเป็นนางสงกรานต์ประจำวันอังคาร ทัดดอกบัวหลวง มีโมรา (หิน) เป็นเครื่องประดับ ภักษาหาร คือ โลหิต (เลือด) อาวุธคู่กาย พระหัตถ์ขวาถือตรีศูล พระหัตถ์ซ้ายถือธนู เสด็จประทับเหนือวราหะ (หมู)

4. นางสงกรานต์มณฑาเทวี
     มัณฑาเทวีเป็นนางสงกรานต์ประจำวันพุธ ทัดดอกจำปา มีไพฑูรย์ (พลอยสีเหลืองแกมเขียว) เป็นเครื่องประดับ ภักษาหาร คือ นมและเนย อาวุธคู่กาย พระหัตถ์ ขวาถือเหล็กแหลม พระหัตถ์ซ้ายถือไม้เท้า เสด็จไสยาสน์เหนือปฤษฎางค์คัสพะ (ลา)

5. นางสงกรานต์กิริณีเทวี
     กิริณีเทวีเป็นนางสงกรานต์ประจำวันพฤหัสบดี ทัดดอกมณฑา(ยี่หุบ) มีมรกตเป็นเครื่องประดับ ภักษาหาร คือ ถั่วและงา อาวุธคู่กาย พระหัตถ์ขวาถือพระขรรค์ พระหัตถ์ซ้ายถือปืน เสด็จไสยาสน์เหนือปฏษฎางค์ชสาร (ช้าง)

6. นางสงกรานต์กิมิทาเทวี
     กิมิทาเทวีเป็นนางสงกรานต์ประจำวันศุกร์ ทัดดอกจงกลนี มีบุษราคัมเป็นเครื่องประดับ ภักษาหาร คือ กล้วยและน้ำ อาวุธคู่กาย พระหัตถ์ขวาถือพระขรรค์ พระหัตถ์ซ้ายถือพิณ เสด็จประทับยืนเหนือมหิงสา (ควาย)

7. นางสงกรานต์มโหทรเทวี
     มโหทรเทวีเป็นนางสงกรานต์ประจำวันเสาร์ ทัดดอกสามหาว (ผักตบชวา) มีนิลรัตน์เป็นเครื่องประดับ ภักษาหาร คือ เนื้อทราย อาวุธคู่กาย พระหัตถ์ขวาถือจักร พระหัตถ์ซ้ายถือตรีศูล เสด็จประทับเหนือมยุราปักษา (นกยูง)

     นางสงกรานต์ปี 2564 นามว่า นางรากษสเทวี ทรงพาหุรัด ทัดดอกบัวหลวง อาภรณ์แก้วโมรา ภักษาหารโลหิต พระหัตถ์ขวาทรงตรีศูล พระหัตถ์ซ้ายทรงธนูศร เสด็จนอนหลับตา มาเหนือหลังวรวาหะ (สุกร) เป็นพาหนะ

     เกณฑ์พิรุณศาสตร์ ปีนี้ เสาร์ เป็นอธิบดีฝน บันดาลให้ฝนตก 400 ห่า ตกในเขาจักรวาล 160 ห่า ตกในป่าหิมพานต์ 120 ห่า ตกในมหาสมุทร 80 ห่า ตกในโลกมนุษย์ 40 ห่า

     เกณฑ์ธาราธิคุณ ตกราศีกรกฏ ชื่ออาโป (ธาตุน้ำ) น้ำมาก น้ำท่วม เกณฑ์นาคราชให้น้ำ ปีนี้ นาคราชให้น้ำ 6 ตัว ทำนายว่า ฝนดีตลอดปี เกณฑ์ธัญญาหารชื่อ ปาปะ ข้าวกล้าในไร่นา จะได้ 1 ส่วน เสีย 10 ส่วน คนทั้งหลายจะตกทุกข์ได้ยากลำบากแค้น เพราะกันดารอาหารบ้าง จะฉิบหายเป็นอันมากแล ฯ

สรงน้ำพระที่บ้าน

สรงน้ำพระที่บ้าน
การสรงน้ำพระ คือ การทำความสะอาดพระพุทธรูป หิ้งพระ รูปภาพ และสิ่งของต่าง ๆ รวมไปถึงที่ประดิษฐานขององค์พระพุทธรูปให้สะอาดบริสุทธิ์ หรือเรียกอีกอย่างว่า “การถวายเครื่องเถราภิเษก” ซึ่งเป็นพิธีกรรมที่มีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลและสืบเนื่องต่อมาจนถึงปัจจุบันและต้องทำเป็นประจำทุกปี ถือว่าเป็นการชำระพระวรกายของพระพุทธเจ้าให้ปราศจากมลทิน เพื่อให้เกิดมุทิตาจิต เบิกบานใจ สุขใจ และเกิดความเป็นสิริมงคลกับผู้ที่ปฏิบัติและทุกคนในบ้าน นอกจากนี้ยังเป็นการแสดงถึงความเคารพและเลื่อมใสศรัทธาต่อพระรัตนตรัยทั้ง 3 ประการอีกด้วย กระปุกดอทคอมเลยนำวิธีสรงน้ำพระที่บ้านอย่างถูกต้องมาให้ได้ชม เพื่อให้ผู้ที่เลื่อมใสและศรัทธาในพระพุทธศาสนาได้นำไปปฏิบัติกัน
อุปกรณ์สรงน้ำพระที่บ้าน
 
          - ผ้าเช็ดทำความสะอาดผืนใหม่หรือฟองน้ำสะอาด ๆ
          - ขันใส่น้ำสำหรับเช็ดทำความสะอาดทั่วไป
          - โต๊ะที่ประดิษฐานชั่วคราว
          - พานและถาดรองตามความเหมาะสม
          - เครื่องหอม (ดอกไม้หอม, พวงมาลัย, น้ำหอม/น้ำอบ/น้ำปรุง)
          - ขันใส่น้ำสำหรับสรงน้ำพระ

ขั้นตอนการสรงน้ำพระที่บ้าน (ถวายเครื่องเถราภิเษก)

          1. เริ่มจากอัญเชิญพระพุทธรูปขึ้นมาเช็ดทำความสะอาดเบื้องต้นด้วยผ้าผืนใหม่หรือฟองน้ำสะอาดทีละองค์ ถ้าหากเป็นกรอบรูปก็ให้ใช้ฟองน้ำชุบน้ำบิดหมาดแล้วเช็ดให้เกลี้ยงเกลา
          2. จากนั้นอัญเชิญพระพุทธรูปทั้งหมดไปประดิษฐานไว้ที่พาน โดยมีถาดรองบนโต๊ะที่ประดิษฐานชั่วคราว พร้อมทั้งประดับประดาโต๊ะด้วยดอกไม้หอม กลีบดอกไม้ และพวงมาลัยให้สวยงาม
          3. ต่อมาก็เตรียมเครื่องหอม โดยการโรยดอกไม้หอม พวงมาลัย น้ำหอม น้ำอบ หรือน้ำปรุงใส่ในขันน้ำสะอาดไว้สำหรับสรงน้ำพระ
          4. หลังจากนั้นก็หันมาทำความสะอาดที่ประดิษฐานองค์พระประจำบ้าน เช่น หิ้งพระ โต๊ะหมู่บูชา และสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับที่ประดิษฐานองค์พระให้สะอาดสะอ้าน
          5. ขั้นตอนสุดท้ายก็ถึงเวลาที่ทุกคนในบ้านต้องมาตั้งจิตอธิษฐานและร่วมสรงน้ำพระไปพร้อม ๆ กัน โดยการนำขันน้ำที่ใส่เครื่องหอมเตรียมไว้มาสรงที่พระพุทธรูปให้ครบทุกองค์ พร้อมกับกล่าวขอขมา ดังต่อไปนี้

การกล่าวขอขมาก่อนสรงน้ำพระที่บ้าน
 
          - ก่อนอัญเชิญพระพุทธรูปไปประดิษฐานที่สรงน้ำชั่วคราว ให้กล่าวขอขมาเพื่อไม่ให้เกิดโทษ โดยการตั้งนะโม 3 จบ และตามด้วย “ระตะนัตตะเย ปะมาเทนะ ทวาระตะเยนะ กะตัง สัพพัง อะปะราธัง ขะมะตุ โน ภันเต” แล้วจึงอัญเชิญพระพุทธรูปไปยังที่ประดิษฐานชั่วคราว

          - ก่อนเริ่มสรงน้ำพระพุทธรูปด้วยน้ำสะอาดที่ปรุงด้วยเครื่องหอมนั้น ให้ตั้งนะโม 3 จบ และตามด้วย “อิมินา สิญฺจะเนเนวะ โรโค โสโก อุปัททะโว นิพพันตุ สัพพะโส เอเต สุขี โหนตุ นิรันตะรัง” เพื่อกล่าวคำอธิษฐาน แล้วค่อยตักน้ำสรงพระพุทธรูปต่อไป

          วิธีการสรงน้ำพระที่บ้านที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ ไม่ยากเลยใช่ไหมล่ะคะ หากพุทธศาสนิกชนคนไหนที่อยากสรงน้ำพระเพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคลและจิตใจที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง ก็อย่าลืมนำวิธีการสรงน้ำพระที่บ้านอย่างถูกต้องนี้ไปปฏิบัติกันด้วย

วิธีจัดโต๊ะทำงานให้งานรุ่ง เงินไหลมา

วิธีจัดโต๊ะทำงานให้งานรุ่ง เงินไหลมา
“โต๊ะทำงาน” หนึ่งในสถานที่ที่ชาวออฟฟิศใช้ชีวิตอยู่ด้วยมากกว่า 8 ชั่วโมงแทบทุกวัน โต๊ะทำงานของบางคนรกชนิดที่ว่าวางอะไรลงไปไม่ถึงนาทีก็หาของไม่เจอแล้ว ในขณะที่บางคนโต๊ะสะอาดเอี่ยมเลี่ยม เหมือนไม่มีคนนั่งทำงาน หลายคนคิดว่าไม่เห็นต้องจัดโต๊ะทำงานเลย เราก็แค่มานั่งทำงานให้ผ่านไป วันๆ ก็พอแล้ว การจัดโต๊ะทำงานที่ถูกหลักฮวงจุ้ยนั้นจะช่วยเสริมดวงการงานและเรียกความโชคดีเข้ามาสู่คุณได้
 
ถ้าใครอยากให้การงานก้าวหน้า ได้เลื่อนตำแหน่ง มีงานมั่นคง เงินเดือนขึ้น เจ้านายและเพื่อนร่วมงานรักใคร่ มีไอเดียสร้างสรรค์กระฉูด รวมทั้งจัดโต๊ะทำงานเรียกทรัพย์ มีวิธีจัดโต๊ะทำงานง่ายๆ ให้ถูกหลักฮวงจุ้ย

1. โต๊ะทำงานนั่งแล้ว “รับทรัพย์ รับโชค”
“งาน” กับ “เงิน” เป็นของคู่กัน รู้หรือไม่ว่า “ด้านหน้าของโต๊ะทำงาน” คือ “จุดเรียกทรัพย์” อยากเสริมดวงชะตาให้ทำอะไรก็เจริญ เงินทองไหลมาเทมา ให้ทำดังนี้                  
- วางแก้วใส่น้ำสะอาดไว้ที่ด้านหน้าโต๊ะทำงาน เติมก้อนหินสวยๆ ขนาดพอเหมาะลงไป จะช่วยดึงดูดความโชคดี ปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย           
- ถ้าอยากให้ “โอกาสดีๆ” ในการทำงานเข้ามาหาอยู่เสมอ ให้คุณหาของตกแต่งที่เป็นสีแดง ปลายแหลม หรือดินสอไม้สีแดง
เหลาให้ปลายแหลมอยู่ตลอด นำมาวางไว้ทางทิศเหนือของโต๊ะทำงาน จะเป็นการเรียกโชคเสริมดวงให้รุ่งพุ่งขึ้น!

2. โต๊ะทำงานนั่งแล้ว “ได้เลื่อนขั้น เงินเดือนขึ้น”
อยากเลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่ง ผู้ใหญ่เจ้านายมองเห็นผลงานของคุณแล้วสนับสนุน ให้ได้ขึ้นเงินเดือน หรือคนที่ทำธุรกิจแล้วอยากมีแบ็คดีคอยสนับสนุนให้คุณทำตามนี้ 
หา “นาฬิกาลูกตุ้ม” หรือ “พัดลมสีทองขนาดเล็ก” มาวางไว้ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของโต๊ะทำงาน จะช่วยส่งเสริมให้ผู้ใหญ่อุปภัมภ์เอ็นดูทำให้การงานเจริญก้าวหน้า     
 
3. โต๊ะทำงานนั่งแล้ว “หน้าที่การงานมั่นคง”
โต๊ะทำงานที่ดี “ด้านหน้าควรโปร่งโล่ง มองเห็นคนที่จะเดินเข้ามาเรา ด้านหลังไม่ควรเว้นไว้ให้คนเดินผ่าน” ใครที่กำลังรู้สึกว่างานไม่ค่อยมั่นคง หวั่นๆ ว่าจะถูกเลื่อนขาเก้าอี้ ลองปรับฮวงจุ้ยโต๊ะทำงานใหม่ด้วยการจัดโต๊ะให้ด้านหลังเป็นกำแพงหรือผนังกั้นจะช่วยเสริมความมั่นคงและเป็นปึกแผ่นทั้งการงานและการเงิน

4. โต๊ะทำงานนั่งแล้ว “ไร้คนนินทา ไม่มีคนแทงข้างหลัง”   
“อย่านั่งหันหลังให้ประตู” การนั่งหันหลังให้ประตูเหมือนเป็นการเปิดช่องว่างให้คนเข้ามาแทงข้างหลัง หรือนินทาลับหลังโดยที่คุณไม่รู้ตัว ที่สำคัญคือ การนั่งหันหลังให้ประตูจะทำให้คุณรู้สึกระแวง ไม่มีสมาธิในการทำงาน แนะนำให้คุณเปลี่ยนมานั่งหันข้างหรือปรับมุมที่นั่งดีกว่า   
 
5. โต๊ะทำงานนั่งแล้ว “สบายใจ ไม่เครียด”
งานทุกงานย่อมมีความเครียดที่แตกต่างกันไป บางงานมีความตึงเครียดมากประกอบกับนั่งในฮวงจุ้ยไม่ดียิ่งทำให้แย่เข้าไปใหญ่ หากคุณอยากบรรเทาความเครียด ผ่อนหนักให้เป็นเบา ให้คุณเลื่อนโต๊ะทำงานออกมาจาก “ใต้ขื่อใต้คาน” จะช่วยเสริมดวงการงานให้สำเร็จราบรื่นง่ายยิ่งขึ้น คุณจะได้ไม่ต้องเครียดหรือปวดหัวมากจนเกินไป แต่สำหรับคนที่ไม่สามารถเลื่อนหรือย้ายที่นั่งได้จริงๆ ให้คุณแก้ฮวงจุ้ยด้วยการใช้หลอดไฟหรือนาฬิกามาติดไว้บริเวณใต้คาน

พิธีรดน้ำสังข์ หลั่งน้ำพระพุทธมนต์และประสาทพร

"พิธีหลั่งน้ำพระพุทธมนต์และประสาทพร" หรือ "พิธีรดน้ำสังข์" เป็นประเพณีแต่งงานของไทย ที่คนไทยภาคกลางให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก โดยเชื่อกันว่า การที่บ่าวสาวได้รับคำอวยพรจากผู้หลักผู้ใหญ่ก่อนเริ่มต้นชีวิตคู่ จะทำให้คู่บ่าวสาวครองคู่กันยาวนาน ถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชร และมีชีวิตแต่งงานที่ราบรื่น อีกทั้งยังเชื่อว่าที่ "พิธีรดน้ำสังข์" เป็นพิธีมหามงคล มีความศักดิ์สิทธิ์ เพราะในสมัยโบราณ “หอยสังข์” นับเป็นของอุดมมงคลสูง อันเกิดจากการกวนเกษียรสมุทรของเหล่าเทวดาและอสูร และสังข์ยังเป็นอาวุธหนึ่งในสีพระหัตถ์ของพระนารายณ์ มหาเทพผู้สร้างทุกสรรพสิ่ง การรดน้ำที่ออกจากสังข์จึงเปรียบเสมือนการได้รับพรจากทวยเทพด้วยนั้นเอง

อุปกรณ์ที่ต้องใช้ในพิธีรดน้ำสังข์

สังข์รดน้ำ :สังข์ที่จะนำมาใช้ในพิธีแต่งงานต้องมีสีขาวและมีลักษณะมงคล กล่าวโดยปกติแล้ว หอยสังข์จะมีเปลือกเวียนทางซ้าย (อุตราวรรต) ตามเข็มนาฬิกา แต่มีบางตัวที่เวียนไปทางด้านขวา (ทักษิณาวรรต) ซึ่งพบได้น้อยมาก ซึ่งหอยลักษณะนี้ตามคติของศาสนาฮินดูจะถือเป็นมงคล

น้ำ : เป็นสัญลักษณ์ของความร่มเย็น เป็นปึกแผ่น ไม่มีการแตกแยก หล่อเลี้ยงชีวิต น้ำที่จะใช้ในพิธีแต่งงานจึงต้องเป็นน้ำที่ใสสะอาด อาจโรดด้วยดอกไม้เพื่อให้มีกลิ่นหอมด้วยก็ได้

มาลัยบ่าวสาว  : ผู้ที่มาคล้องมาลัยให้แก่บ่าวสาวจะต้องเป็นบุคคลที่ครอบครัวทั้ง 2 ฝ่าย เคารพนับถือ มาลัยเหมือนเป็นการให้เกียรติ และร่วมแสดงความยินดีกับคู่บ่าวสาวนั้นเอง โดยมีความเชื่อว่าบ่าวสาวที่ใช้มาลัยบ่าวสาวคู่เดียวกันคล้องคอทั้งพิธีแต่งงานช่วงเช้าและงานฉลองมงคลสมรสจะทำให้คู่บ่าวสาวใช้ชีวิตร่วมกันอย่างราบรื่น ไม่มีการเลิกราหรือเปลี่ยนคู่

มงคลแฝด : หรือ "มงคลจักร" เป็นด้ายมงคลแฝดสำหรับสวมศีรษะให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวในพิธีรดน้ำสังข์ เพื่อสร้างความเป็นสิริมงคล รวมทั้งเป็นการเชื่องโยงให้คู่บ่าวสาวกลายเป็นหนึ่งเดียวกัน

แป้งเจิม : ใช้สำหรับผู้เจิมหน้าให้แก่เจ้าบ่าวและเจ้าสาวตามธรรมเนียมประเพณีแต่งงานแบบไทย

ชุดตั่งรดน้ำสังข์ : จะประกอบด้วย เก้าอี้นั่ง 2 ตัว, โต๊ะวางพานรับน้ำสังข์ 2 ตัว, โต๊ะวางมือ 2 ตัวและโต๊ะวางอุปกรณ์ 1 ตัว โดยเจ้าบ่าวจะนั่งขวามือของเจ้าสาวและมีอุปกรณ์รดน้ำตั้งอยู่ด้านข้างขวามือเจ้าบ่าว และมีเพื่อนเจ้าสาวคอยส่งหอยสังข์ให้แขกรดน้ำบ่าวสาว

หมอนรองแขน : หมอนสำหรับรองแขนและมือของบ่าวสาวขณะทำพิธีรดน้ำ เพื่อไม่ให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวที่ต้องยืนมือมารับน้ำสังข์รู้สึกเมื่อย

พานรับน้ำสังข์  : เป็นพานที่จะรับน้ำสังข์ที่ไหลจากมือบ่าวสาวลงสู่พื้น ในงานแต่งงานจึงจำเป็นต้องมีพานรับน้ำสังข์ไม่ให้เปียกพื้น โดยจะเป็นพานพุ่มดอกไม้หรือพานที่มีการตกแต่งอย่างสวยงาม เข้ากับฉากหลัง

ของชำร่วย : ไว้แจกให้แขกที่มารดน้ำให้แก่บ่าวสาวในวันแต่งงานหลังจบพิธี

ขั้นตอนการทำพิธี

เมื่อถึงฤกษ์ในพิธีหลั่งน้ำพระพุทธมนต์และประสาทพร หรือ “พิธีรดน้ำสังข์” คู่บ่าวสาวจะบูชาพระรัตนตรัยและนั่งที่ตั่งสำหรับรดน้ำสังข์ ยื่นมือ 2 ข้าง ประนมมือไปยังพานรับน้ำสังข์ที่รองอยู่ จากนั้นผู้ใหญ่ที่ครอบครัวทั้ง 2 ฝ่ายเคารพจะเป็นผู้คล้องพวงมาลัยให้แก่คู่บ่าวสาว และผู้ใหญ่จะสวมมงคลแฝดให้ที่ศีรษะเจ้าบ่าวเจ้าสาว พร้อมกับเจิมหน้าผาก 3 จุด แล้วรับน้ำสังข์จากเพื่อนเจ้าสาว มารดน้ำและอวยพรให้แก่คู่บ่าวสาว เมื่อรดน้ำสังข์เสร็จแล้ว ผู้ใหญ่ถอดมงคลแฝด แล้วมอบให้คู่บ่าวสาวเก็บไว้ โดยมีความเชื่อกันว่า หากคู่บ่าวสาวฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งลุกขึ้นยืนก่อน ว่ากันว่าผู้นั้นจะเป็นใหญ่ในครอบครัว จึงมักให้คู่บ่าวสาวช่วยกันประคับประคองกันลุกขึ้น ตามความเชื่อของแต่ละบุคคล
หอยสังข์ ถือว่าเป็นสิ่งมงคลทั้งในศาสนาพุทธและทางฮินดู ด้วยเชื่อว่าเปลือกหอยสังข์เป็นของวิเศษ นำมาซึ่งความเป็นสิริมงคลมากมาย สามารถป้องกันภูติผีปิศาจ ป้องกันอัคคีภัย และสิ่งอัปมงคลต่างๆ ได้ ในศาสนาฮินดู ถือว่าเปลือกหอยสังข์นั้นเป็นสิ่งมงคล เพราะสังข์นั้นได้กลืนเอาคัมภีร์พระเวทลงไปในท้อง อีกทั้งตรงปากสังข์ยังมีรอยพระหัตถ์ของพระวิษณุประทับอยู่ตรงนั้นอีกด้วย อันถือว่าเป็นสิริมงคลอย่างยิ่ง เมื่อใครจะทำการมงคลใดก็ให้นำน้ำใส่ลงไปในสังข์แล้วเทออกมารดถือว่าเป็นมงคลยิ่ง อีกทั้งถ้านำสังข์มาเป่าให้เป็นเสียงดัง

เสียงของสังข์นั้นก็จะดังคล้ายเสียง “โอม” ซึ่งเป็นพยางค์ศักดิ์สิทธิ์ของชาวฮินดู เสียงของสังข์นั้นจะก่อให้เกิดมงคลมากมาย อีกทั้งยังขับไล่ภูตผีปิศาจให้จากไปจากครอบครัวเราได้ด้วย ชาวพุทธมหายานก็เชื่อกันว่าสังข์นั้นเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ 1 ใน 8 เครื่องมงคลอันเป็นเครื่องแทนพระวรกายของพระพุทธเจ้า โดยกล่าวว่าสังข์นั้นเป็นเครื่องแทนพระเกศาของพระพุทธองค์ และยังเป็นเครื่องแทนพระสุรเสียงแห่งพระธรรมที่พระศาสดาได้ประกาศไว้ให้กึกก้องไปทั่วทุกสารทิศ

จะดูอย่างไรว่าเป็นสังข์เวียนขวาหรือเวียนซ้าย ?

วิธีสังเกตง่ายๆเวลาดู คือ ให้หันด้านที่เป็นจุกม้วนวนเข้าหาตัว หากปากสังข์เปิดทางขวา นั่นคือสังข์เวียนขวา อย่างไรก็ตาม สังข์เวียนขวาตามธรรมชาตินับวันยิ่งหายากขึ้นเรื่อยๆ นักสะสมมือใหม่จึงต้องลงทุนด้วยความระมัดระวัง เพราะปัจจุบันมักมีการหลอกขาย โดยใช้หอยทะเลชนิดอื่นที่มีเปลือกเวียนขวาตามธรรมชาติ มาหลอกขายว่าเป็นมหาสังข์ เวลาซื้อจึงต้องสังเกตให้ดีๆ โดยของปลอมที่ทำหลอกมาขายนั้น ช่วงปากหอยสังข์จะไม่มีรอยหยักเว้าเป็นร่องๆอย่างที่เรียกกันว่ารอยนิ้วพระนารายณ์ โดยพ่อค้าหัวใสจะอาศัยเทคนิคการกลึงเพื่อตบตา หรือบากร่องให้ดูเหมือนสังข์เวียนขวาของแท้อย่างไรก็ตาม สังข์เวียนซ้ายแม้หาได้ง่ายกว่าสังข์เวียนกว่า แต่ก็ใช่ว่าจะไร้มูลค่า เพราะสำหรับนักนิยมเครื่องรางของขลัง ถึงแม้จะหาสังข์เวียนขวาไม่ได้ แต่ก็ยังมีความเชื่อกันว่าขอเพียงแค่มีสังข์เวียนซ้ายตัวเล็กๆไว้เป็นสมบัติติดตัวก็จะช่วยดึงดูดโชคลาภ วาสนา และความสำเร็จได้เช่นกัน คติความเชื่อเบื้องหลังมูลค่าสังข์



ปฏิเสธไม่ได้ว่ามูลค่าของสังข์มาจากเบื้องหลังคติความเชื่อความศักดิ์สิทธิ์ของสังข์ในตำนานฮินดู มีเรื่องเล่าขานมาแต่โบร่ำโบราณว่า ครั้งหนึ่งสังข์อสูรได้ขโมยคัมภีร์พระเวทของพระพรหม และได้กลืนลงท้อง ต่อมาพระนารายณ์ได้อาสาไปปราบ และได้แหวกหอยสังข์เอาคัมภีร์พระเวทออกมา และปรากฎปาฏิหาริย์รอยนิ้วของพระนารายณ์บนเปลือกหอย

ในหลายประเทศและหลายเชื้อชาติยังปรากฎเรื่องเล่าของสังข์ที่เป็นเครื่องรางนำความสิริมงคล ทั้งแถบยุโรป ไวกิ้งโบราณ และแถบเอเชีย ตัวอย่างเช่น ชาวฮินดูที่มักพกหอยสังข์ตัวเล็กๆเป็นเครื่องรางที่ช่วยให้ทำการค้าประสบความสำเร็จ ขณะที่ชาวอินเดียเปรียบน้ำสังข์เป็นน้ำที่ประทานจากสวรรค์ช่วยปัดเป่าสิ่งเลวร้ายออกจากชีวิต ส่วนคนไทยนิยมใช้สังข์ในงานมงคล ตั้งแต่เกิดคือพิธีรดน้ำสังข์ประสาทพร ใช้ในงานพิธีแต่งงานของคู่บ่าวสาว หรือพิธีโกนจุก ตัดจุก ที่ใช้สังข์เป็นเครื่องมงคล

ยังมีความเชื่อด้านอื่นๆเกี่ยวกับสังข์ที่เล่าขานต่อๆกันมาว่า การวางหอยสังข์ในห้องสวดมนต์จะช่วยให้เกิดความสบายใจ จิตสงบนิ่ง บ้างก็ว่าหากวางสังข์ไว้ในสถานที่รับแขก จะช่วยดึงดูดสายตา เพิ่มความสดชื่น สร้างความเป็นมิตร และความรู้สึกดีๆต่อกัน รวมไปถึงความเชื่อที่ว่าหากวางสังข์ไว้ในห้องทำงาน จะช่วยทำให้เกิดสมาธิ เกิดจินตนาการคิดช่วยทำให้การวางแผนดีขึ้น

การบูชาสังข์

1.การสวดบูชาบทสวดที่ลงเป็นบทสวดง่ายๆสามารถเข้าใจได้ ที่จะทำให้เราเจริญสติ คือบูชาด้วยสติ ระลึกอยู่เสมอ ว่าควรจะประพฤติปฎิบัติตนเช่นไร

2.การถวายของบูชา สามารถใช้ ใบมะตูม หรือใบกะเพรา หรือ น้ำ หรือ นม หรือ ดอกไม้บูชา ตามความสะดวก สามารถนำสังข์ไปแช่นมเพื่อล้างมนทินตามความเชื่อได้ แต่ควรทำความสะอาดให้ดี ทุกอย่างขึ้นอยู่กับโอกาส ความเอื้ออำนวย ความสะดวกของผู้บูชา

3.ควรเก็บสังข์ไว้ที่ใด? คือการเก็บให้เก็บบูชาในที่ๆเหมาะสม คำว่าเหมาะสมคือ แต่ละบ้านไม่เหมือนกัน บางบ้านมีหิ้งบูชาก็ตั้งไว้หน้าหิ้ง บ้างบ้านไม่มีก็ตั้งไว้ในจุดที่เราคิดว่าดี บางคนบูชาจี้ก็ห้อยติดคอ หรือบางคนใส่ไว้ในเซฟ บางคนพกไว้ในกระเป๋าสตางค์ ได้หมด ขอให้เหมาะสม

4.เลือกสังข์อย่างไร รู้ได้อย่างไรว่าสังข์เลือกท่าน อันนี้ต้องใช้ใจสัมผัส ท่านลองมาจับดูถ้าใช่ก็คือใช่ ถ้าไม่ใช่ก็คือไม่ใช่ สำหรับท่านที่ไม่สะดวกมาเลือกเองหรือสั่งซื้อออนไลน์ ตั้งจิตอธิษฐานถึงสังข์ที่จะมาเป็นที่พึ่งของเรา เค้าจะเลือกและมาอยู่กับท่านเอง ไม่ต้องห่วง

5.สังข์เล็กหรือใหญ่อันไหนดี ต้องมีเป่าด้วยไหม หรือ ไม่ต้องเป่า? ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ของท่านที่ท่านปราถนา ว่า ท่านใช้อัญเชิญเทพ ท่านเอาเป่า ท่านอยากไว้พกติดตัว ท่านเลือกจี้ หรือสังข์ขนาดย่อมๆ ท่านอยากเก็บไว้บูชาเป็นชุด ท่านเลือกชุดสังข์ เลือกที่เหมาะกับเจตนารมณ์ของท่าน

6.สังข์แม่กำไล หวังประกอบกุล เก็บครอบครองบูชาด้วยความรักความศรัทธา มากว่า30ปี เก็บรวบรวมสังข์มงคล มากกว่า70,000ขอน มหาสังข์ที่แม่กำไล รวบรวมและปล่อยให้เช่าบูชาผ่านมากว่า 100องค์ สังข์คือสิ่งที่แม่กำไลรัก สังข์เลือกแม่กำไลให้เป็นผู้ดูแล เจียรนัยให้วิจิตรงดงาม ก่อนที่จะส่งมอบให้กับเจ้าของตัวจริง เราขอเชิญท่านผู้ที่จะได้ครอบครองสังข์แม่กำไล มาสัมผัสถึงความวิเศษ ที่ท่านเท่านั้นจะรู้กำไล หวังประกอบกุล (มหาสังข์) “หอยตายไปแล้วยังทิ้งเปลือกอันสวยงามไว้ให้โลกได้เชยชม แล้วมนุษย์ละตายไปแล้วจะทิ้งอะไรไว้ให้โลกได้ชมเชย”

ตรุษจีน 2564

วันตรุษจีน ถือกำเนิดขึ้นเพื่อฉลองให้กับช่วงเวลาที่เกษตรกรสามารถกลับมาเพาะปลูกพืชผักได้ตามเดิมเป็นวันแรกของฤดูใบไม้ผลิ เนื่องจากก่อนหน้านั้นประเทศจีนทั้งประเทศจะถูกปกคลุมด้วยหิมะไม่สามารถทำเพาะปลูกได้เลย ประชาชนเดือดร้อน ข้าวปลาอาหารหายาก พอกลับมาเพาะปลูกได้ก็เหมือนมีสิ่งดี ๆ เกิดขึ้นเริ่มต้นชีวิตใหม่ เราจึงเรียกวันนี้ว่า “วันตรุษจีน” นั่นเอง

สำหรับวันตรุษจีนชาวจีนและชาวไทยเชื้อสายจีนจะถือประเพณีปฎิบัติ 3 อย่าง คือ วันจ่าย วันไหว้ และวันเที่ยว (วันปีใหม่) ซึ่งทั้ง 3 วันนี้จะมีธรรมเนียมปฎิบัติซึ่งผูกโยงกับอาหารและเครื่องแต่งกายที่ชาวจีนเชื่อกันว่าจะนำมาซึ่งความเป็นสิริมงคล ชีวิตที่รุ่งเรือง และความสุข


ตรุษจีน 2564 วันจ่าย

ตรงกับวันที่ 10 กุมภาพันธ์ เป็นวันที่พี่น้องชาวจีนจะออกไปจับจ่ายซื้ออาหารทั้งคาวและหวานมาสำหรับเซ่นไหว้เทพเจ้าและบรรพบุรุษ

ตรุษจีน 2564 วันไหว้

ตรงกับวันที่ 11 กุมภาพันธ์ พี่น้องชาวจีนจะตื่นแต่เช้ามืดเพื่อเริ่มพิธีไหว้บูชาองค์เทพเจ้าในช่วงเวลา 7-8 โมงเช้า โดยมีเครื่องเซ่นไหว้คือ หมูสามชั้นต้ม ไก่ต้ม เป็ดต้ม เหล้า น้ำชา และกระดาษเงิน กระดาษทอง หลังจากนั้นช่วงสายจะเป็นการไหว้บรรพบุรุษที่เสียชีวิตแล้วด้วยอาหารคาวหวาน มีการเผากระดาษเงิน กระดาษทอง พร้อมเสื้อผ้าให้กับบรรพบุรุษ ปิดท้ายด้วยการรวมตัวรับประทานอาหารที่ใช้เซ่นไหว้เพื่อความเป็นสิริมงคล และแจกซองอั่งเปา

ในช่วงบ่ายจะเป็นการไหว้ผีไร้ญาติด้วยอาหารคาวหวานและขนม กระดาษเงิน กระดาษทอง จากนั้นจะมีการจุดประทัดเพื่อปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายเป็นอันเสร็จพิธี (ประมาณ 4 โมงเย็น)

ตรุษจีน 2564 วันเที่ยว (วันปีใหม่)

ในวันนี้พี่น้องชาวจีนจะทำความสะอาดบ้าน แต่งกายด้วยเสื้อผ้าใหม่ ใช้วาจาสุภาพไม่พูดคำหยาบคาย เพื่อเป็นการเริ่มต้นสิ่งใหม่ ๆ ที่ดีกับชีวิต กิจกรรมในวันนี้ได้แก่ การไหว้ขอพรผู้ใหญ่ที่เคารพพร้อมกับนำส้มไปให้ซึ่งชาวจีนเชื่อว่าส้มหมายถึงโชคลาภเพราะพ้องเสียงกับคำว่าทองในภาษาจีนแต้จิ๋ว

สิ่งของมงคลที่นิยมให้กันในวันตรุษจีน คืออะไร ?

หลังผ่านพ้นเทศกาลปีใหม่มาไม่นาน อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันสำคัญของพี่น้องชาวจีนนั่นก็คือปีใหม่จีนตามปีปฎิทิน ซึ่งปีนี้จะตรงกับวันศุกร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2564 อย่างไรก็ตามจริงๆ ก็เข้าสู่ช่วงเทศกาลกันตั้งแต่วันที่ 10-11 แล้ว โดยจะเป็นวันหาซื้อของไหว้ประเภทอาหารคาวหวาน ส่วนวันที่ 11 จะเป็นการไหว้เทพเจ้าแห่งโชคลาภและบรรพบุรุษ

นอกจากการซื้อของไหว้ที่มีความหมายมงคลสำหรับไหว้เทพเจ้า บรรบุรุษและผีไร้ญาติแล้ว ในวันตรุษจีน ชาวไทยเชื้อสายจีนจะหยุดงานและอาศัยช่วงเวลาดังกล่าวพบปะกันในครอบครัวอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ใส่เสื้อผ้าสีสดใส ไม่พูดคำหยาบ มอบของขวัญให้แก่กัน โดยเฉพาะของขวัญที่ชาวจีนควรมอบให้แก่กันในคอนเทนต์นี้จะมาบอกว่ามีอะไรบ้าง และอะไรที่ไม่ควรมอบให้แก่กันในวันตรุษจีนบ้าง มาดูกันดีกว่า

ของขวัญที่ไม่ควรมอบให้แก่กันในวันตรุษจีน

1. นาฬิกา = เพราะคำว่า นาฬิกา ในภาษาจีนหมายถึง “ความตาย” ซึ่งเป็นสิ่งไม่เป็นมงคล
2. ร่ม = ในภาษาจีน มีความหมายใกล้เคียงกับคำว่า “แตกหัก” “เลิกรา”
3. หมวกสีเขียว = หากย้อนไปในประวัติศาสตร์จีน สมัยราชวงศ์หยวน หมวกสีเขียวจะใช้มอบให้กับผู้หญิงโสเภณี สื่อถึงภรรยาคบชู้นั่นเอง
4. ยา = ถือเป็นการแช่งให้เจ็บไข้ได้ป่วย ไม่แข็งแรงตลอดปี
5. รองเท้า = จะเป็นการนำความยุ่งยากมาให้หากรองเท้าคับหรือใส่ไม่พอดี

ของขวัญที่นิยมมอบให้กันในวันตรุษจีน

1. อั่งเปา = คำว่า อั่งเปา หมายถึง ซองสีแดง ข้างหน้าซองจะมีตัวอักษรจีนความหมายมงคล ที่สำคัญตัวซองสีแดงยังสื่อถึงความมีโชคลาภ ร่ำรวย สุขภาพดี อายุยืน อีกด้วย
2. ส้ม = เป็นผลไม้มงคลของชาวจีนในทุกเทศกาล สื่อถึงความมีโชคลาภ ความสุข เพราะในภาษาจีนแต้จิ๋วออกเสียง “ไต้กิก” หรือจีนกลางออกเสียง “เฉิงจึ” ที่มีความหมายดังกล่าวนั่นเอง
3. ป้ายอวยพร = ป้ายอวยพร หรือ ตุ้ยเหลียน คือป้ายกระดาษที่มีข้อความภาษาจีนมงคลบนป้าย
4. ชุดน้ำชา = น้ำชาเป็นเครื่องดื่มที่ชาวจีนนิยมใช้ต้อนรับแขกผู้มาเยือน ดังนั้นการมอบชุดน้ำชาให้แก่กันในวันตรุษจีนถือเป็นเรื่องมงคล
5. หยก = สำหรับชาวจีน หยก เป็นมากกว่าอัญมณี แต่หมายถึงหินนำโชค นำความสิริมงคลมาให้ นิยมให้กันเป็นสร้อยข้อมือ
6. พัด = ในภาษาจีนออกเสียงคำนี้ว่า “ซ่าน” ซึ่งหมายถึงเมตตากรุณา รวมถึงพัดพาสิ่งดีๆเข้ามาสู่ชีวิต เงินทองไหลมาเทมา เป็นต้น
7. ขนมมงคล = ชาวจีนนิยมให้ขนมที่มีความหมายมงคลให้แก่กัน อาทิ ขนมถ้วยฟู สื่อถึงความรุ่งเรือง ขนมเทียน สื่อถึงแสงสว่างให้กับชีวิต หรือขนมเข่ง สื่อถึงความราบรื่นในชีวิต
8.วัตถุมงคล = วัตถุมงคลความหมายดีเป็นสิริมงคลแก่ผู้ให้และผู้รับ เป็นอีกหนึ่งทางเลือก สื่อถึงความรักและความห่วงใย ปรารถนาให้ผู้รับได้รับสิ่งดีๆ มีเทพเจ้าจีนคุ้มครอง ปกป้อง ปราศจากภัยอันตรายตลอดทั้งปี

และนี่ก็คือของขวัญที่ควรมอบให้แก่กันในวันตรุษจีน หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์ในการเลือกซื้อสำหรับตรุษจีน 2564 ที่กำลังจะมาถึง ซึ่งท่านใดที่กำลังมองหาของขวัญมงคลสำหรับเทศกาลตรุษจีนสามารถเข้าไปเลือกชมวัตถุมงคลดีๆ ได้จากเวปไซด์ของเรา Amulet24 มีบริการส่งฟรีที่เซเว่นอีเลฟเว่นสาขาใกล้บ้านคุณไว้รอให้บริการอีกด้วยนะครับ

ประวัติ วัดธารทหาร (ห้วยด้วน)

วัดธารทหาร (ห้วยด้วน) ตั้งวัดเมื่อพ.ศ. ๒๔๘๒ วัดธารทหาร (ห้วยด้วน) มีนามเรียกตามชื่อบ้านแต่เดิมนั้นเรียกว่า“วัดห้วยด้วน” ตามชื่อหมู่บ้านเดิม เนื่องจากที่บ้านนี้มีลำคลองเล็กๆแยกมาจากห้วยน้ำสาดเหนือ 
และมาสิ้นสุดคลองลงที่นี่จึงเรียกว่าห้วยด้วนซึ่งได้เรียกเป็นชื่อบ้าน และ  เปลี่ยนมาเป็นบ้านธารทหาร และเป็นนามวัดสืบมาเท่าทุกวันนี้ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายนพ. ศ. ๒๕๓๖ 
เขตวิสุงคามสีมากว้าง ๓๐ เมตรยาว ๔๐ เมตร  การศึกษาศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ในวัดเปิดสอนเมื่อพ.ศ. ๒๕๓๗  การบริหารและการปกครอง มีเจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน คือ พระครูนิวิฐปุญญากร 
สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ที่ดินที่ตั้งวัดมีเนื้อที่ ๓๖ ไร่ ๑ งาน ๕๓ ตารางวา โฉนดที่ดินเลขที่ ๑๓๑๑๐   
อาคารเสนาสนะประกอบด้วย  อุโบสถ กว้าง ๓๐ เมตรยาว ๔๐ เมตร สร้างเมื่อพ.ศ. ๒๕๓๖ เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก  
ศาลาการเปรียญ กว้าง ๒๖ เมตรยาว ๓๔ เมตร สร้างเมื่อพ.ศ. ๒๕๐๒ เป็นอาคารไม้ทรงปั้นหยา   หอสวดมนต์ กว้าง ๘ เมตรยาว ๑๖ เมตร สร้างเมื่อพ.ศ. ๒๕๐๒ เป็นอาคารไม้  
กุฏิสงฆ์ จำนวน ๓ หลังเป็นอาคารไม้ ๓ หลัง  ศาลาอเนกประสงค์ กว้าง ๑๔ เมตรยาว ๒๕ เมตร สร้างเมื่อพ.ศ. ๒๕๕๔ เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก  ศาลาบำเพ็ญกุศล จำนวน ๑ หลัง สร้างเมื่อพ.ศ. ๒๕๔๖ เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก   
นอกจากนี้มี ฌาปนสถาน ๑ หลังหอระฆัง ๑ หลังโรงครัว ๑ หลังเรือนเก็บพัสดุ ๑ หลัง 

มีพระประธานประจำอุโบสถ ปางมารวิชัย ขนาดหน้าตักกว้าง ๖๐ นิ้วสูง ๗๙ นิ้ว สร้างเมื่อพ.ศ. ๒๕๓๕ พระประธานประจำศาลาการเปรียญ ปางสมาธิ ขนาดหน้าตักกว้าง ๔๐ นิ้วสูง ๕๖ นิ้ว สร้างเมื่อพ.ศ. ๒๕๑๖

อาณาเขต
ทิศเหนือ: จดทางสาธารณะ
ทิศใต้: จดลำคลองสาธารณะ
ทิศตะวันออก: จดที่ดินเอกชน 
ทิศตะวันตก: จดถนนหลวงสายหนองบัว-ท่าตะโก
เจ้าอาวาส วัดธารทหาร (ห้วยด้วน)
พระครูนิวิฐปุญญากร (พัฒน์ ปุญฺญกาโม)
พระครูนิวิฐปุญญากร หลวงปู่พัฒน์ ที่ปรึกษาเจ้าคณะตำบลธารทหาร เจ้าอาวาสวัดห้วยด้วน (ธารทหาร) อ.หนองบัว จ.นครสวรรค์ 
เป็นเกจิอาจารย์ผู้สืบทอดพุทธาคมจาก 
หลวงพ่อเทศ วัดสระทะเล (เป็นเหลนแท้ๆ) 
พระครูนิวาสธรรมขันธ์ (เดิม พุทฺธสโร) (วัดหนองโพ), 
หลวงพ่ออิน วัดหางน้ำสาคร,
หลวงพ่อหมึก วัดสระทะเล (เป็นหลาน) 
และหลวงพ่อโหมด วัดโคกเดื่อ

ที่อยู่ วัดธารทหาร (ห้วยด้วน)
A: ตั้งอยู่เลขที่ ๑ บ้านธารทหาร ถนนหนองบัว-ท่าตะโกหมู่ที่ ๓ ตำบลธารทหาร อำเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์
T: ๐ ๕๖๒๙ ๐๐๒๕

หลวงปู่พัฒน์ ปุญญกาโม

หลวงปู่พัฒน์ ปุญญกาโม วัดห้วยด้วน (ธารทหาร) อ.หนองบัว จ.นครสวรรค์
 ผู้สืบทอดพุทธาคมจาก ...
-หลวงพ่อเทศ วัดสระทะเล (เป็นเหลนแท้ๆ)
-ผ่านหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ
-หลวงพ่ออิน วัดหางน้ำสาคร
-หลวงพ่อหมึก วัดสระทะเล (เป็นหลาน)
-หลวงพ่อโหมด วัดโคกเดื่อ
 คำทำนายของหลวงพ่อเทศ ...
หลวงพ่อเทศ วัดสระทะเล ท่านเป็นพระวิปัสสนากรรมฐานมีอภิญญาญาณแก่กล้า มีหูทิพย์ตาทิพย์ หยั่งรู้อดีตกาลและอนาคต วิชาอาคมแก่กล้าเป็นที่เลื่องลือมาช้านาน เป็นพระอาจารย์ใหญ่แห่งเมืองปากน้ำโพที่มีลูกศิษย์ลูกหามีชื่อเสียงโด่งดังมากมาย
เช่น หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ หลวงพ่ออิน วัดหางน้ำสาคร หลวงพ่อโหมด วัดโคกเดื่อ หลวงพ่อหมึกวัดสระทะเล เป็นต้น 
มีเรื่องเล่าขาลถึงตอนก่อนที่หลวงพ่อเทศจะมรณะภาพว่า หลวงพ่อเทศได้สั่งให้หลวงพ่อเดิม หลวงพ่ออินและหลวงพ่อหมึกว่า ในปีจอถัดไปจะมีลูกหลานของท่านมาเกิด มาเพื่อรับใช้พระพุทธศาสศนาไปจนตลอดอายุขัย ลูกหลานคนนี้จะมาสืบทอดกรรมฐานและพุทธาคมที่ท่านได้ถ่ายทอดเอาไว้ ขอให้ลูกศิษย์ทุกคนช่วยกันอบรมสั่งสอนถ่ายทอดวิชากรรมฐานและพุทธาคมให้ด้วย
เมื่อลูกศิษย์ทั้งหลายได้ฟังก็ตั้งตารอคอยว่าจะมีเด็กคนใดในตระกูลของหลวงพ่อเทศเกิดขึ้นมาตามที่หลวงพ่อเทศได้ทำนายไว้บ้าง
 กำเนิดเด็กชายพัฒน์
กระทั่งวันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ.2465 ครอบครัวหลานหลวงพ่อเทศที่ชื่อ นายพุฒ ก้อนจันเทศ และนางแก้ว นามสกุลเดิม(ฟุ้งสุข)
ซึ่งอยู่ที่หมู่ 7 บ้านสระทะเล ต.ย่านมัทรี อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ ได้คลอดบุตรคนหนึ่งออกมาและได้ตั้งชื่อให้ว่าเด็กชายพัฒน์
เจ้าอาวาสวัดสระทะเล(ต่อจากหลวงปู่เทศ)ผู้เป็นลุงได้ทราบข่าวจึงรู้ได้ทันทีว่าหลานชายคนนี้คือลูกหลานคนที่หลวงพ่อเทศได้สั่งไว้ เพราะเกิดในปีจอตามที่หลวงพ่อเทศบอก จึงรีบส่งข่าวไปยังหลวงพ่ออิน หลวงพ่อเดิม ทันที..!!! เมื่อพระเกจิทั้งสามรูปได้ทราบข่าวแล้ว ก็ได้แต่เฝ้ารอเวลาที่เหมาะสมจะปฏิบัติตามคำสั่งเสียของหลวงพ่อเทศผู้เป็นอาจารย์ โดยตกลงกันว่า หลวงพ่อหมึก วัดสระทะเลผู้เป็น
หลวงลุงแท้ๆของเด็กชายพัฒน์และหลวงพ่ออินซึ่งสนิดสนมกับครอบครัวของเด็กชายพัฒน์ (ครอบครัวของเด็กชายพัฒน์เป็นคนส่งปิ่นโตถวายให้หลวงพ่ออินระหว่างที่หลวงพ่ออินมาเรียนกรรมฐานและวิชาอาคมกับหลวงพ่อเทศ) จะเป็นผู้สอนกรรมฐานและวิชาอาคมพื้นฐานให้ ส่วนหลวงพ่อเดิมจะเป็นผู้ถ่ายทอดพุทธาคมชั้นสูงรวมถึงวิชามีดหมออันโด่งดังให้กับเด็กชายพัฒน์ด้วยตนเอง
 เรียนวิชา ภาษาไทย-ขอม 
 วิปัสสนากรรมฐานและอาคมเบื้องต้น
ต่อมาเมื่อเด็กชายพัฒน์เติบโตขึ้นจนอายุได้ 5 ขวบ ขณะนั้นทางบ้านสระทะเลได้เกิดภัยแล้งขึ้น ทำให้ครอบครัวของเด็กชายพัฒน์ต้องอพยพไปทำนาที่บ้านหนองเนิน อ.ท่าตะโก ซึ่งชาวบ้านแทบทั้งหมดเป็นไทยทรงดำ ครอบครัวของเด็กชายพัฒทำนาอยู่ที่นั่นได้เพียง 3 ปี อยู่ๆไม่รู้นายพุฒ(บิดาของเด็กชายพัฒน์)คิดอย่างไรจึงย้ายมาทำนาที่บ้านหนองหลวง ..หรือเป็นเพราะชะตาฟ้าลิขิต..!!! ให้เป็นดังคำกล่าวของหลวงพ่อเทศ เนื่องจากในเวลานั้นหลวงพ่อเดิมและหลวงพ่ออินได้นำช้างทั้งเจ้าคูณและนางบัวบานมาร่วมกันสร้างเสนาสนะให้วัดหนองหลวงอยู่พอดี เมื่อหลวงพ่อเดิมรู้ว่าเด็กชายพัฒน์มาอยู่ที่บ้านหนองหลวงจึงขอให้หลวงพ่ออิน (หลวงพ่ออินเป็นศิษย์ผู้น้องหลวงพ่อเดิม) ซึ่งสนิทกับครอบครัวของเด็กชายพัฒน์ ไปขอเด็กชายพัฒน์มาเป็นลูกศิษย์อยู่ที่วัดหนองหลวง เหตุนี้เองที่ทำให้เด็กชายพัฒน์ได้ใกล้ชิดกับหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ โดยหลวงพ่อเดิมมักจะเรียกเด็กชายพัฒน์ไปบีบนวดและสอนคาถาสั้นๆให้ท่องจำเสมอๆจนคุ้นเคยกัน
กระทั่งศาลาวัดหนองหลวงเสร็จหลวงพ่อเดิมจึงกลับไปยังวัดหนองโพ ปล่อยให้หลวงพ่ออินอยู่สร้างวัดหนองหลวงต่ออีกหลายปีจนเสร็จ
ระหว่างนี้เด็กชายพัฒน์ได้ร่ำเรียนเขียนอ่านภาษาไทยและภาษาขอมกับหลวงตาน้อยและหัดนั่งสมาธิกับหลวงพ่ออิน เมื่อหลวงพ่ออินสร้างวัดหนองหลวงเสร็จแล้วท่านก็ได้กลับไปอยู่ที่วัดหางน้ำสาคร ส่วนครอบครัวของเด็กชายพัฒน์ได้กลับมาอยู่ที่บ้านสระทะเลตามเดิม 
ขณะนั้นเด็กชายพัฒน์อายุได้ 12 ปี จึงได้ย้ายกลับมาเรียนหนังสือที่โรงเรียนวัดสระทะเล จนจบประถมชั้นประถม 4 ก่อนที่พ่อและแม่จะให้ออกมาช่วยทำนา แต่ถึงกระนั้นด้วยความที่ฟ้าได้ลิขิตมาให้เด็กชายพัฒน์ต้องเติบโตขึ้นมาเป็นครูบาอาจารย์ผู้สืบทอดวิชากรรมฐานและพุทธาคมของหลวงพ่อเทศ จึงทำให้เด็กชายพัฒน์มีความชื่นชอบในทางพระ ฝักใฝ่ในกรรมฐานและพุทธาคมอยู่เสมอ พอมีเวลาว่างจากการช่วยพ่อแม่ทำไรทำนา เด็กชายพัฒน์ก็มักชอบไปอยู่กับหลวงลุงหมึกเพื่อเรียนกรรมฐานและวิชาอาคมทุกครั้งไป..ทั้งๆที่เด็กหนุ่มๆในวัยนั้นทุกคนมักจะสนใจแต่สาวๆ แต่เด็กหนุ่มอย่างนายพัฒน์กลับคิดอยากจะบวชเป็นพระ ในขณะที่หลวงลุงหมึกได้ลาศิกขาจากพระมาเป็นอาจารย์ฆราวาส
 รับใช้ชาติ ...
พออายุครบเกณฑ์ทหารนายพัฒน์ได้ถูกคัดเลือกเข้าไปเป็นทหาร แต่ขณะที่จะหมดวาระปลดจากทหารเกณฑ์กลับเกิดสงครามมหาเอเชียบูรพา (สงครามโลกครั้งที่2) ขึ้นเสียก่อน จึงทำให้นายพัฒน์ต้องเป็นทหารต่อไปจนอายุได้ 24 ปี ระหว่างที่เป็นทหารอยู่นั้น พลทหารพัฒน์ได้ใช้วิชาอาคมที่ร่ำเรียนมาคุ้มครองป้องกันตัวอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้พลทหารพัฒน์รอดพ้นจากภัยสงครามมาอย่างปลอดภัยครบ 32 ประการอย่างน่าพิศวง ในขณะที่เพื่อนๆทหารหลายคนที่ออกรบด้วยกัน ต่างพิการบ้าง เสียชีวิตก็เยอะ แต่พลทหารพัฒน์กลับรอดพ้นภัยมาได้ทุกครั้งไปอย่างน่าอัศจรรย์ 
 อุปสมบทเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ ...
เมื่อนายพัฒน์ปลดประจำการจากทหารออกมาในต้นปี พ.ศ.2489 นายพัฒน์ได้ขออนุญาติพ่อแม่ว่าอยากไปบวชเป็นพระ พ่อแม่ก็เห็นด้วยจึงให้ทำการอุปสมบท ณ อุโบสถวัดสระทะเล ต.ย่านมัทรี อ.พยุหะคีรี โดยมีพระธรรมไตรโลกาจารย์(หลวงพ่อยอด ศิษย์หลวงพ่อเทศอีกหนึ่งรูป )วัดเขาแก้ว เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อกัน วัดเขาแก้ว เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอธิการชั๊ว วัดสระทะเล เป็นพระอนุสาวนาจารย์
เมื่อบวชแล้วพระพัฒน์ก็ได้เริ่มเรียนนักธรรมตรีและโทไปได้สักระยะ โดยระหว่างนั้นหลวงพ่อเดิมได้ไปสร้างเสนาสนะและโบสถ์อยู่ที่วัดอินทราราม (วัดของหลวงพ่อแก้ว พระอุปัชฌาของหลวงพ่อเดิม อยู่ติดกับวัดเขาแก้วโดยมีเพียงถนนกั้น) เมื่อหลวงพ่อเดิมรู้ว่านายพัฒน์บวชเป็นพระพัฒน์แล้ว หลวงพ่อเดิมจึงให้คนมาตามพระพัฒน์ไปเรียนพุทธาคมกับท่าน เมื่อพระพัฒน์ไปพบกับหลวงพ่อเดิมที่วัดอินทรารามหลวงพ่อเดิมก็เริ่มถ่ายทอดกรรมฐานและพุทธาคมให้พระพัฒน์โดยให้พระพัฒน์ไปจำวัดอยู่ที่วัดเขาแก้วกับหลวงพ่อกัน เพราะขณะนั้นวัดอินทรารามกำลังซ่อมสร้างเสนาสนะอยู่จึงไม่สะดวกในการพัก ในช่วงเวลานี้เองที่พระพัฒน์ต้องเดินไปๆมาๆระหว่างวัดเขาแก้วกับวัดอินทรารามโดยไปเช้าเย็นกลับเพื่อไปเรียนกับหลวงพ่อเดิม บางครั้งก็พักค้างแรมกับหลวงพ่อเดิมที่วัดอินทรารามเป็นเวลาหลายๆวันก็มี 
จนเวลาร่วงเลยไปเกือบสองพรรษาพระพัฒน์จึงเรียนวิชากับหลวงพ่อเดิมจนจบ..หลังจากหลวงพ่อเดิมได้สร้างเสนาสนะให้วัดอินทรารามเสร็จแล้ว ท่านก็กลับไปยังวัดหนองโพได้ไม่นาน หลวงพ่อเดิมก็ถึงแก่มรณะภาพ
ในวันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ.2494 …
 ออกเดินธุดงค์แสวงหาสัจธรรม ...
เมื่อพระพัฒน์ได้ร่ำเรียนวิชาของหลวงพ่อเทศผ่านหลวงพ่อเดิมแล้ว ก็ได้ฝึกฝนท่องบ่นภาวนาจนช่ำชองจนปฏิบัติได้เห็นผลจริงแล้ว ก็ได้ออกเดินธุดงค์เสาะแสวงหาสถานที่สงบเพื่อฝึกฝนวิชากรรมฐานฝึกญาณสมาธิให้แก่กล้า ไปยังที่ต่างๆนาๆ ทั้งดินเดนอันลี้ลับอัศจรรย์ เช่นเมืองลับแล เมืองตาชูชก และอื่นๆ
ขณะที่หลวงพ่อพัฒน์เดินธุดงค์ไปยังเมืองลับแล ท่านได้ไปพักกับหลวงพ่อชุบ เจ้าอาวาสวัดพระบรมธาตุทุ่งยั้ง จ.อุตรดิตถ์ และหลวงพ่อชุบ ยังได้ถ่ายทอดวิชาทางเมตตามหานิยมให้หลวงพ่อพัฒน์ และขอให้ท่านเป็นพระคู่เทศน์ ปุจฉา วิสัชนา คู่กับท่าน เป็นระยะเวลาอีก 3 ปี ขณะที่หลวงพ่อพัฒน์อยู่ที่วัดบรมธาตุทุ่งยังนั้นท่านได้สนใจค้นคว้าค้นหาบ่อน้ำทิพย์เมืองลับแลที่มีกล่าวไว้ในตำราตีมีดของสำนักวัดเขาแก้ว และในที่สุดหลวงพ่อพัฒน์ก็ได้ค้นพบบ่อน้ำทิพย์ศักดิ์สิทธิ์นั้นและความลี้ลับต่างๆมากมาย เมื่อถึงเวลาอันสมควรหลวงพ่อพัฒน์จึงได้ขอลาหลวงพ่อชุบกลับวัดสระทะเล แต่หลวงพ่อชุบกลับขอให้ท่านอยู่เป็นเจ้าอาวาสวัดพระบรมธาตุทุ่งยั้งแทนท่านอีก 3 ปี เพราะหลวงพ่อชุบท่านจะย้ายไปพัฒนาวัดพระยืนพุทธบาทยุคคลก่อน หลวงพ่อพัฒน์จึงต้องอยู่ดูแลวัดพระบรมธาตุทุ่งยั้งต่อไปอีก 3 ปี รวมเป็น 6 ปี จึงได้กลับมาจำพรรษาอยู่ที่วัดสระทะเลอีก 9 พรรษา ขณะนั้นโยมพ่อโยมแม่ของท่านได้พาครอบครัวย้ายมาซื้อที่ดินทำนาอยู่แถวบ้านห้วยด้วน(ธารทหาร) ต.ธารทหาร อ.หนองบัว จ.นครสวรรค์ เมื่อกำนันผล กำนันตำบลธารทหารทราบเรื่องจึงขอให้โยมพ่อโยมแม่ของพระอาจารย์พัฒน์ช่วยกันอาราธนาพระอาจารย์พัฒน์ มาอยู่เป็นเจ้าอาวาสวัดธารทหาร เพื่อสร้างพระอุโบสถให้แล้วเสร็จ เพราะทราบกันดีว่าหลวงพ่อพัฒน์เป็นผู้สืบทอดกรรมฐานและวิชาอาคมของหลวงพ่อเทศ หลวงพ่อเดิม จึงหวังพึ่งบารมีของท่านให้มาช่วยพัฒนาวัด เมื่อกำนันผลและโยมพ่อโยมแม่ของหลวงพ่อพัฒน์ตลอดจนถึงชาวบ้านเดินทางมาอารธนาท่านแล้ว หลวงพ่อพัฒน์ก็ตอบตกลงและย้ายมาพัฒนาวัดธารทหาร(ห้วยด้วน) ตั้งแต่ปี พ.ศ.2513 เป็นต้นมา จากนั้นท่านก็ไม่ได้ย้ายไปอยู่วัดอื่นอีกเลย ตราบจนกระทั่งถึงทุกวันนี้
ขณะนี้ หลวงปู่พัฒน์ ปุญญกาโม ศิริอายุได้ 99 ปี 76 พรรษา ปัจจุบันนี้สุขภาพร่างกายท่านยังคงแข็งแรง เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้ชาวหนองบัวและชาวบ้านใกล้เคียงตลอดมา
อ้างอิงนิตยสารเปิดโลก โดย...คนเล่นของ
ขอกราบขอบพระคุณท่านด้วยครับ
เครดิต ต.เด็กวัด...เรียบเรียง

ปีชง 2564 ปีนักษัตรปีฉลู มีปีไหนชงบ้าง พร้อมวิธีแก้ปีชง

ปีชง 2564 หรือ ปีนักษัตร ปีฉลู ถือเป็นความเชื่อทางโหราศาสตร์ของจีน มีความหมายดังนี้ คำว่า "ชง" ในภาษาจีนนั้นหมายถึง "การปะทะ" ฉะนั้น คำว่า "ปีชง" หมายถึงปีที่อาจมีการปะทะเกิดขึ้น ซึ่งความเชื่อเรื่องปีชงนี้ เกี่ยวข้องกับ "องค์เทพไท้ส่วย" หรือที่รู้จักกันดีในนาม "เทพเจ้าผู้คุ้มครองดวงชะตา" เป็นเทพที่ทรงอิทธิฤทธิ์และยังมีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของผู้คนในแต่ละปีอีกด้วย ปีชงในปี 2564 มีปีอะไรบ้าง และ วิธีแก้ปีชง 2564 ควรทำอย่างไร เรามาดูรายละเอียดดังนี้
ปีชง 2564 ปีนักษัตร ปีฉลู ได้แก่
ปีชง (100%) ได้แก่ ปีนักษัตร มะแม หรือคนที่เกิดตรงกับปี พ.ศ. 2474, 2486, 2498, 2510, 2522, 2534, 2546, 2558
ปีชงร่วม ได้แก่ ปีนักษัตร ฉลู, มะโรง, จอ หรือคนที่เกิดปี พ.ศ. 2465, 2468, 2471, 2477, 2480, 2483, 2489, 2492, 2495, 2501, 2504, 2507, 2513, 2516, 2519, 2525, 2528, 2531, 2537, 2540, 2543, 2549, 2552, 2555, 2561
ความหมายสำหรับปีที่ได้รับผลไม่ดี จะมีอยู่ด้วยกัน 4 ปีได้แก่
ปีชง คือ ปีที่ได้รับผลเสียมากที่สุดหรือที่เราเรียกกันว่าชงโดยตรง (ชง 100%)  ได้แก่ ปีมะแม
ปีคัก คือ ปีที่เป็นปีนักษัตรเดียวกับปีนั้น ๆ ได้แก่ ปีฉลู
ปีเฮ้ง คือ ปีที่ได้รับผลกระทบในเรื่องเคราะห์กรรม ได้แก่ ปีมะโรง
ปีผั่ว คือ ปีที่ได้รับผลกระทบในเรื่องสุขภาพ ได้แก่ ปีจอ
โดย ปีชงตรง ๆ หรือ ชง 100% จะได้รับผลกระทบมากที่สุด ส่วน ปีคัก ปีเฮ้ง ปีผั่ว ซึ่งเรามักเรียกว่า ปีชงร่วม จะได้รับผลกระทบน้อยกว่า
วิธีแก้ปีชง 2564
ไหว้เทพเจ้าไท้ส่วย จะช่วยบรรเทาเคราะห์กรรมได้
ทำบุญช่วยชีวิตสัตว์ต่างๆ เช่นการไถ่ชีวิตโค กระบือ ปล่อยนกปล่อยปลา การบริจาคโลหิต ฯลฯ
ไหว้พระ 9 วัด ช่วยเสริมสิริมงคลให้ชีวิต
ตามความเชื่อของชาวจีน การไหว้ องค์ไท้ส่วยเอี้ย สามารถที่จะช่วยบรรเทาเคราะห์กรรมในปีชงนี้ให้เบาบางลงได้ และควรที่จะต้องไปไหว้เป็นอย่างยิ่ง เพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์และเสริมสิริมงคลให้กับตัวเอง

วัดจีนสำคัญๆ ที่สามารถเดินทางไปไหว้แก้ปีชง 2564 ได้แก่
วัดมังกรกมลาวาส (หรือที่เรียกกันว่า วัดเล่งเน่ยยี่) 
อยู่ที่ 423 ถนนเจริญกรุง แขวงป้อมปราบศัตรูพ่าย เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร 10100 โทร. 02-2223975, 02-2266533
วัดบรมราชากาญจนาภิเษกอนุสรณ์ 
คณะสงฆ์จีนนิกายรังสรรค์ (หรือวัดเล่งเน่ยยี่ 2) อยู่ที่ 75 ถนนเทศบาลสาย 9 ตำบลโสนลอย อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี 11110 ติดต่อวัดมังกรกมลาวาส โทร. 02-2223975
วัดทิพยวารีวิหาร (หรือวัดกัมโล่วยี่) 
อยู่ที่ 119 ซอยทิพยวารี ถนนตรีเพชร แขวงวังบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 โทร. 02-2225988
วัดโพธิ์แมนคุณาราม (หรือวัดโพวมิ้งปออึงยี่) 
อยู่ที่ เลขที่ 323 ถนนสาธุประดิษฐ์ 19 แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร 10120 โทร. 02-2112363, 02-2117885 โทรสาร 02-2127777
ของไหว้สำหรับแก้ปีชง มีดังนี้
ส้มมงคล (ไต้กิก) 1 จาน 
ไหว้เสร็จแล้วนำกลับบ้านไปกินจะได้เป็นมงคลกับตัวเอง เฮง ๆ รวย ๆ ตลอดทั้งปี
น้ำมันเติมตะเกียง 1 ขวด 
หมายถึงชีวิตจะได้รุ่งเรืองโชติช่วงตลอดทั้งปี
กระดาษหงิ่งเตี๋ย หรือกระดาษเงินกระดาษทอง 13 แผ่น 
พร้อมเทียบแดง เขียนชื่อ-นามสกุล วันเดือนปีเกิด ถ้าเป็นการแก้ชงตัวเองให้นำกระดาษหงิ่งเตี๋ยมาปัดที่ตัวเอง 13 ครั้ง (ปออุ่ง) ปัดลงมาตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าจนสุดแขน ฝากกระดาษไว้ไม่ต้องเผา
นำซองที่บรรจุดวงชะตา ชื่อ-นามสกุล วันเดือนปีเกิด 
ฝากไว้ที่ศาลเจ้าเพื่อให้พระจีนได้สวดมนต์ (พะเก่ง) ทำพิธีเสริมดวงชะตาให้เราแคล้วคลาดปลอดภัย เป็นสิริมงคลตลอดทั้งปี
สำหรับใครที่เกิดในปีนักษัตรที่โดนปะทะ หรือเป็น ปีชงในปี พ.ศ. 2564 นี้ ให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปงานศพ หรือหากหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ก็แนะนำให้พกเอากิ่งใบทับทิมติดตัวไปด้วย เมื่อกลับมาแล้ว ก่อนเข้าบ้านให้ใช้น้ำสะอาดใส่กิ่งใบทับทิมและนำขึ้นมาปัดให้ทั่วตัว สิ่งสำคัญที่สุดของผู้ที่อยู่ในปีชง คือ ให้ละเว้นการไปส่งศพ การอยู่ในพิธีฝังศพ หรืออยู่ในพิธีที่นำหีบศพลงหลุม โดยเชื่อกันว่าใครที่ละเมิดไปร่วมงานศพ หรือร่วมในพิธีส่งศพกลับมา ดวงชะตาอาจได้รับผลกระทบทำให้ร่างกายเกิดการเจ็บป่วย กิจการการค้าที่ตัวเองกำลังทำอยู่อาจประสบปัญหาต่างๆ ได้ ซึ่งตามความเชื่อทางด้านโหราศาสตร์จีนว่ากันว่า ทุกๆ ปี องค์ไท้ส่วยเอี้ย หรือเทพเจ้าผู้คุ้มครองดวงชะตา ผู้ทำหน้าที่ดลบันดาลให้เกิดความสุขและความทุกข์แก่มนุษย์โดยตรงทั้ง 60 องค์ที่นับตามหลักจับกะจื้อ จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนลงมายังโลกมนุษย์ เพื่อทำหน้าที่ดูแลโชคชะตาและเคราะห์ของแต่ละบุคคล

ชาวจีนส่วนใหญ่เชื่อว่ากัน องค์เทพไท้ส่วยเอี้ย นั้นมีอิทธิพลต่อการดำรงชีวิตเป็นอย่างมาก การเคารพกราบไหว้บูชาเทพเจ้าผู้คุ้มครองดวงชะตาในทุกๆ ปี นับว่ามีความสำคัญและเป็นสิ่งที่ดีงาม ทั้งยังช่วยส่งเสริมดวงชะตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เกิดในปีชงเมื่อกราบไหว้แล้ว จะช่วยให้แคล้วคลาดปลอดภัย เคราะห์กรรมที่เคยมีจะเบาบางลง โดยนอกจากคนที่เกิดในปีชงจะกราบไหว้องค์ไท้ส่วยเอี้ยเพื่อเป็นการฝากดวงชะตาแล้ว คนที่ไม่ได้อยู่ในปีชงก็สามารถกราบไหว้เทพองค์นั้นๆ ในแต่ละปีได้เช่นกัน จะช่วยเสริมให้ดวงที่ดีอยู่แล้วกลับยิ่งดีขึ้นไปอีก จะช่วยเสริมให้มีโชคลาภ มีความเจริญรุ่งเรืองในเรื่องต่างๆ

เจ้าพ่อยี่กอฮง เทพแห่งการเสี่ยงโชคการพนัน

คนไทยส่วนใหญ่เชื่อว่าต้องเคยมีประสบการณ์เสี่ยงโชคซื้อเลขเด็ดไม่ว่าจะเป็นหวย หรือสลากกินแบ่งรัฐาลกันอย่างแน่นอน แต่ละคนก็จะมีวิธีการเสาะแสวงหาเลขเด็ดแตกต่างกันไป บางคนเชื่อเรื่องโชคชะตา การบนบานศาลกล่าว บ้างก็นิยมออกเดินทางตามหาเลขเด็ดเองจากแหล่งขอเลขเด็ดยอดฮิตทั่วประเทศ ศาลต่างๆ รวมไปถึงพระเกจิอาจารย์ชื่อดัง ก็ล้วนแล้วแต่ความเชื่อส่วนบุคคล
ขอพามากราบไหว้ "เจ้าพ่อยี่กอฮง เทพแห่งการเสี่ยงโชคการพนัน" ซึ่่งติดอับดับต้นๆ นิยมมาขอหวยหรือเลขเด็ด เป็นสถานที่สำคัญของบรรดาคอหวย
ซึ่งสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ ตั้งอยู่บนดาดฟ้าของสถานีตำรวจพลับพลาไชย ศาลเจ้าพ่อยี่กอฮงผู้ยิ่งใหญ่ เจ้าพ่อยี่กองฮงมีนามเดิมว่า นายเตี่ยง แซ่แต้่ (แซ่แต้เป็นต้นตระกูลเตชะวณิชย์) หลายคนที่ชื่นชอบในการเสี่ยงโชคเสี่ยงดวงคงจะได้ยินชื่อของ เจ้าพ่อยี่กอฮง กันมาบ้างแล้ว ซึ่งหลายคนยกให้ท่านเป็น เทพแห่งการเสี่ยงโชคเสี่ยงดวงทุกประเภทเลยก็ว่าได้ทั้งยังขนานนามว่า “เทพเจ้าหวยองค์แรกแห่งสยามประเทศ” ปัจจุบันยังมีผู้คนนิยมกราบไหว้บูชาเจ้าพ่อยี่กอฮงเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก

ไม่ว่าจะเป็นชาวไทย หรือแม้กระทั่งชาวต่างประเทศ เพราะต่างมีความเชื่อที่ว่า ถ้าอยากมีความโชคดีจากการเสี่ยงโชคเสี่ยงดวง ซื้อหวยหรือกระทั่งเล่นการพนัน หรือใครมีเรื่องทุกข์ร้อนใดๆ ก็ขอให้ท่านช่วยเหลือได้ แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินกฎแห่งกรรม "ฮง" เป็นชื่อเดิมของเจ้าพ่อยี่กอฮง ท่านเป็นลูกจีนที่เกิดในเมืองไทยเมื่อปี 239 ได้ประกอบกิจการค้าหลายอย่าง แต่ที่ได้สร้างฐานะให้ท่านจนรุ่งเรืองก็คือ การเป็นเจ้าภาษี โรงต้มกลั่นสุรา โรงบ่อนเบี้ย โรงหวย กอขอ รัชกาลที่ 6 จึงโปรดเกล้าฯ พระราชทานบรรดาศักดิ์ให้เป็น “รองหัวหมื่น พระอนุวัฒน์ราชนิยม” และพระราชทานนามสกุลให้ว่า “เตชะวนิช”
เมื่อมีการออกพระราชบัญญัติเลิกอากรบ่อนเบี้ย และหวย กอขอ ท่านจึงได้หันไปประกอบกิจการค้าอื่นๆ อาทิ เรือเดินทะเลไปเมืองจีน ทำโรงสีข้าวและอื่นๆ แต่ปรากฏว่ากิจการเหล่านั้นกลับสร้างหนี้สินให้ท่านเป็นจำนวนมาก ซึ่งในที่สุดท่านก็ถูกฟ้องเป็นคนล้มละลาย และถูกยึดทรัพย์เป็นของหลวง แต่เนื่องจากท่านเป็นผู้ที่เสียสละเพื่อส่วนรวมมาโดยตลอด ทั้งการตั้งมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และมูลนิธิอื่นๆ ตั้งโรงเรียน สร้างสะพาน สร้างถนน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดให้ยี่กอฮงอาศัยอยู่ในบ้านนี้ต่อไปจนตลอดชีวิต
และสาเหตุที่ทำให้บรรดาคอหวยทั้งหลายนิยมมาขอหวยที่นี่ ส่วนหนึ่งเพราะในสมัยที่ท่านมีชีวิตอยู่ท่านเป็นเจ้าของโรงหวย และมีส่วนสำคัญในการริเริ่มให้เล่นหวยขึ้นในประเทศ ที่สำคัญท่านยังชื่นชอบการเล่นหวยมากนั่นเอง มีความเชื่อว่า เจ้าพ่อยี่กอฮง อากงของนักเสี่ยงโชค เป็นผู้มีโชคดีมีโชคทางการเสี่ยงโชค การพนัน ทุกชนิด จึงทำให้ผู้ที่ได้ยินชื่อเสียงของท่านต่างพากันหารูปเคารพมาบูชาไว้ ผู้ที่บูชาเจ้าพ่อยี่กอฮง จะไม่ผิดหวังเลย ดูของที่แก้บนต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง หรือที่สถานีตำรวจพลับพลาไชยก่อนหวยออก 1 วันจะมีผู้มาขอหวยกันเยอะที่สุด

ท่านผู้ต้องการขอหวยหรือเลขเด็ดจากเจ้าพ่อยี่กอฮง ขอจงประนมมือทำใจให้เป็นสมาธิ หลับตา บริกรรมภาวนาด้วยใจอันสงบนิ่ง 3 จบว่า  "อิจฉิตัง ปัตถิตัง ตุมหัง ขิปปะเมว สะมิชฉะตุ สัพพะลาโภ ชะโย นิจจัง สัพพะลาโภ ภะวะตุ เม"

ถ้าบนบานศาลกล่าวและถูกหวย นิยมแก้บนด้วยการนำ ข้าวขาหมู โอยั้ว น้ำชาดอกดาวเรือง หมากพลูบุหรี่ และซิการ์มาถวาย  โดยทั้งนี้การกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นที่พึ่งทางใจ เพื่อยึดเหนี่ยวจิตใจเท่านั้น (โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)
แสดง  10 20 30
  • 1
  • 2
  • 8
  • 9
{หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}| {เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}| {เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}| {เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}| {เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}| {เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}| {เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}| {เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}| {เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}| {เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}| {เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}| {เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}| {เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}| {เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}| {เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}| {เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}| {เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}| {เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}| {เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}| {เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}| {เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}| {เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}| {เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}| {เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}| {เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}| {เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}| {เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}| {เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}| {เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}| {เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}| {เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}| {เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}| {เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}| {เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}|
{หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}| {เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}| {เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}| {เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}| {เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}| {เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}| {เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}| {เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}| {เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}| {เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}| {เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}| {เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}| {เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}| {เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}| {เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}| {เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}| {เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}| {เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}| {เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}| {เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}| {เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}| {เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}| {เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}| {เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}| {เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}| {เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}| {เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}| {เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}| {เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}| {เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}| {เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}| {เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}| {เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}| {เย็ด}| {หนังโป๊}| {หี}| {หนังav}| {หนังx}| {คลิปหลุด}|